http://www.vikingsf.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 Home

 Article

 Webboard

 Gallery

 About us

 Contact Us

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

ปฎิทิน

« May 2018»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

ย้อนรอยฟุตบอลโลก ปี 1986 - 1994

ย้อนรอยฟุตบอลโลก ปี 1986 - 1994

            ฟุตบอลโลกครั้งที่ 13 ... 1986 เทวากับซาตาน

    จากเหุตโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 20,000 คน บนแผ่นดินจังโก้ เกือบทำให้พวกเขาพลาดโอกาสการเป็นแม่งานครั้งที่ 2 ของศึกลูกหนังระดับโลก แต่ท้ายที่สุดแล้วการแข่งขันก็ได้เริ่มขึ้นตามกำหนดเดิม โดยก่อนหน้านี้เป็น โคลอมเบีย ที่ได้รับการประกาศชื่อเมื่อปี 1983 ให้เป็นเจ้าภาพ แต่เนื่องจากโคลอมเบียไม่พร้อมในหลาย ๆด้าน สำหรับทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หวยจึงมาออกที่เม็กซิโกแทน  

                          

ฟุตบอลโลกปี 1986 เม็กซิโกเป็นประเทศที่ได้เป็นเจ้าภาพหนที่ 2 เป็นทีมแรกของโลก และฟุตบอลโลกในครั้งนี้ไฮไลท์ตกไปอยู่ที่ มาราโดน่า อย่างแท้จริงโดยในรอบน็อกเอ๊าต์ "เสือเตี้ย" ถล่มอังกฤษคนเดียวถึง 2 ประตู มีทั้งการใช้มือชกลูกฟุตบอลเข้าประตูอันนำมาซึ่ง หัตถ์พระเจ้า และโดยเฉพาะลูกที่ลากโซโล่เดี่ยวจากกลางสนามเข้าไปยิง
ช็อตนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น ประตูยอดเยี่ยมตลอดกาลของฟุตบอลโลกอีกด้วย และในรอบชิงชนะเลิศอาร์เจนติน่าก็เอาชนะเยอรมนีไป 3-2 ได้ครองแชมป์ฟุตบอลโลก 2 สมัย อีกด้วย

              

ในขณะที่บราซิลตกม้าตายเพียงรอบก่อนรองชนะเลิศ หลังดวลจุดโทษพ่ายฝรั่งเศส ที่มี "นโปเลียนลูกหนัง" มิเชล พลาตินี่ และอีก 3 ทหารเสืออย่าง อแล็ง ชิแรส ,ฌอง ติกาน่า ,ลูอิส แฟร์กน็องเดซ นำทัพ  

                          

ในแมตช์สุดคลาสสิกตลอดกาล ทั้ง ๆ ที่ลูกทีมของ เทเล ซานตาน่า ยิงบอลชนเสาสองครั้งและบงการเกมได้เหนือกว่า แต่พลพรรคเลส์ เบลอส์ ก็คว้าชัยได้จากการ ชนะการดวลจุดโทษ ซึ่งฮีโร่ก็คือ นายทวาร โฌแอล บัตส์

                           

แต่ความฝันของฝรั่งเศสที่ต้องการเข้าชิงชนะเลิศก็กลับมาโดนโจทก์เก่าอย่าง เยอรมันตะวันตก เขี่ยตกรอบรองชนะเลิศไปอีกครั้งเหมือนเมื่อ 4 ปีที่แล้วไม่ผิดเพี้ยน

                           

เส้นทางสู่สนาม อัซเตก้า ในนัดชิงของเหล่าขุนพลอาร์เจนติน่า ในรอบแบ่งกลุ่มสามารถเสมอกับแชมป์เก่าอย่างอิตาลี ก่อนจะชนะบัลแกเรีย และ เกาหลีใต้ เข้าป้ายเป็นที่หนึ่งของกลุ่ม จากนั้นในรอบ 16 ทีม อาร์เจนติน่าก็เอาชนะแชมป์
โลก 2 สมัย อุรุกวัยไป 1-0 

ผลงานของเสือเตี้ย ดีเอโก้ มาราโดน่า ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ คือแรงส่งที่ช่วยยกระดับสถานะของเสือเตี้ย จากซูเปอร์สตาร์ลูกหนังทั่วไปให้ก้าวไปถึงนักเตะระดับตำนานอย่างไม่อาจปฏิเสธ โดยหนึ่งวันก่อนแข่ง เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน ให้ทรรศนะถึงกัปตันทีมฟ้า-ขาวว่า "ผมใช้เวลาทั้งวันในการคิดหาทางหยุด มาราโดน่า หลังจากเห็นทีมอื่น ๆ งัดทุกวิธีขึ้นมาใช้ ทั้งส่งคนตามประกบปิดพื้นที่ ปล่อยให้เขาเป็นอิสระแต่พยายามสกัดไม่ให้บอลหลุดไปถึง แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ ผมบอกได้เลยว่าหากไม่มี มาราโดน่า อยู่ในทีมเสียคน อาร์เจนติน่า ก็หมดทางชนะ นี่แหละคือความเห็นของผม"

สิ่งที่มาราโดน่า ฝากไว้ในเกมกับอังกฤษนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลเท่าที่นักเตะคนหนึ่งจะทำ ได้ในสนามเลยดีเดียวในทางทฤษฎี สไตล์การเล่นของเสือเตี้ยไม่มีอะไรซับซ้อน นอกเหนือจากการ ผสมผสานความเร็ว สมดุล และทักษะเข้าด้วยกัน ภายในส่วนสัดขนาดเล็กที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อ
ตลอดทุกนัดในฟุตบอลโลก 86 มาราโดน่า ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวฟรีอยู่ด้านหลัง ฮอร์เก้ บัลดาโน่ ที่ยืนเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า การถอยลงมาล้วงบอลในแดนของตนเองทำให้เป็นเรื่องยากที่กองหลังจะทิ้งตำแหน่ง ตามไปประกบ นอกจากนี้ มาราโดน่า ยังแตกต่างกับเพลย์เมกเกอร์ทั่วไปที่อาศัยการวางบอลที่แม่นยำ ตรงกันข้าม เขากลับเลือกที่จะทะลวงผ่านผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามสาม-สี่คน เพื่อหลุดเข้าไปจ่ายบอลสั้นให้เพื่อนร่วมทีมในจังหวะชี้เป็นชี้ตาย 

ก่อนจะมาถึงแมตช์ที่ผู้ชมทั่วโลกได้เห็น "แฮนด์ ออฟ ก็อด" และ การโซโล่เดี่ยวเข้าไปยิง ในเกมที่พบกับอังกฤษ โดยเป็นวันแมนโชว์ของเดอะเตี้ยอย่างแท้จริง ที่นำทีมชนะไป 2-1 จากการทำประตูของเขาทั้ง 2 ลูก 

 
                     

แท็กติกของ เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน ในการส่งคนประกบ มาราโดน่า ไม่ให้แผลงฤทธิ์ได้ตลอด 45 นาทีแรกถือว่าประสบผลแต่คล้อยหลังเพียงสิบนาทีจากช่วงพักครึ่ง เสื้อเตี้ยก็ทำให้ความหวังของนักเตะสิงโตตำรามสั่นคลอน
เมื่อเขารับบอลบริเวณกลางสนามก่อนตัดสินใจลากตะลุยเข้าไปด้วยตัวเอง หลบการเข้าสกัดของผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามสามคน ก่อนจิ้มบอลออกไปด้านข้างให้ บัลดาโน่ แต่บัลดาโน่ครองบอลไม่ติดเท้า สตีฟ ฮอดจ์ ตัดสินใจแหย่ขาสกัดคืนหลังให้ ปีเตอร์ ชิลตัน หากแต่ มาราโดน่า ยังไม่หยุดวิ่งและทำเรื่องเหนือความคาดหมาย ด้วยการกระโดดและใช้มือปัดบอลเข้าประตู ก่อนที่ชิลตัน จะพุ่งไปคว้าบอล 

              

     

หลังจาก "แฮนด์ ออฟ ก็อด" อุบัติขึ้นในโลก ประตูที่สุดคลาสสิกที่สุดก็ถือกำเนิดในอีกสี่นาทีให้หลัง คราวนี้ มาราโดน่า ได้บอลที่บริเวณกึ่งกลางสนามในแดนของตนเอง ก่อนที่จะพลิกบอลหลบ ปีเตอร์ รีด แล้วอาศัยความเร็วกระชากหนี บุทเชอร์ เป็นคนถัดมา แล้วลากจี้ตัดเข้าด้านใน แม้ รีด จะยังพยายามวิ่งตามมา แต่ก็ช้าเกินกว่าจะไล่ทัน เมื่อทะลุเข้าไปในเขตโทษ มาราโดน่า หลบ เฟนนิค และโยกหลอก ชิลตัน ก่อนจะส่งบอลข้ามเส้นประตูเข้าไป โดยมี บุทเชอร์ พุ่งตามเข้ามาสกัดเป็นคนสุดท้าย 

             

ภาพการเลี้ยงหลบเหล่านักเตะสิงโตคำรามครับ โดยในรอบรองชนะเลิศ อาร์เจนติน่าที่พร้อมรบสุด ๆ ก็ใช้เบลเยียมเป็นเพียงทางผ่านสู่บัลลังค์แชมป์


   

ในนัดชิงชนะเลิศที่สนามอัซเตก้า ท่ามกลางสายตาแฟนบอลกว่า 115,000 คน ลูกทีมของ คาร์ลอส บิลาร์โด้ ก็เอาชนะเยอรมันตะวันตกไปได้ 3-2

                           

โดยขุนพลอาร์เจนติน่าออกนำไปก่อน 2-0 ก่อนที่จะมาโดน รุมเมนิกเก้ และ โฟลเลอร์ ตามตีเสมอ แต่สุดท้ายในช่วงท้ายเกม โฮเซ่ บูร์รูชาก้า ก็ยิงประตูชัยให้ทีมฟ้า-ขาวได้เฉลิมฉลองกันทั่วประเทศ

                                

และจากความยอดเยี่ยมของมาราโดน่า ซึ่งยิงได้ 5 ประตู ทำให้เขาเป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ และกลายมาเป็นเทพเจ้าตลอดกาลของชนชาวอาร์เจนติน่า ยกเว้นอิงลิชชนที่ยังคงเห็นมาราโดน่าเป็นแค่ซาตานที่นำฝันร้ายมาให้พวกเขา

                

          เกร็ดความรู้

- มี 24 ทีมที่เข้าร่วมชิงชัยในรอบสุดท้ายเหมือนเมื่อ 4 ปีก่อนที่สเปน กระนั้นฟุตบอลโลกหนนี้แตกต่างออกไป เมื่อเปลี่ยนระบบในรอบสอง ให้กลับมาใช้ระบบการแข่งขันแบบน็อกเอ๊าต์อีกครั้ง โดยมีเพียง 8 ทีมที่ตกจากรอบแรก และ โมร็อกโก กลายเป็นชาติแรกจากแอฟริกาที่สามารถเข้าสู่รอบสองของฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

- คาร์ลอส บิลาร์โด้ กุนซืออาร์เจนติน่า มีฉายาในหมู่แฟนบอลและสื่อมวลชนในบ้านเกิดว่า "เอล นาริกอน" หรือ ไอ้จมูกโต มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะ

- ดาวซัลโวฟุตบอลโลกในครั้งนี้ได้แก่ "มิสเตอร์ไนซ์กาย แกรี่ ลินิเกอร์" ที่ทำไปทั้งสิ้น 6 ประตู  

        ครั้งที่ 14.... 1990 การแก้แค้นของพลพรรคอินทรีเหล็ก
   
    นี่คือศึกฟุตบอลโลกครั้งที่สามารถรวบรวมอดีตแชมป์เข้าชิงชัยในรอบสุดท้ายได้ ครบถ้วน และถือเป็นครั้งที่เต็มไปด้วยสีสันความน่าสนใจหลากหลายแง่มุม อิตาลี
 เจ้าภาพหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ไปครองให้ได้เป็นทีมแรก กลับพลาดท่าปราชัยในรอบตัดเชือกให้กับ อาร์เจนติน่า ที่มี มาราโดน่าเป็นตัวชูโรง อย่างเจ็บแสบ นอกจากนี้ ฮอลแลนด์ ที่เพิ่งได้แชมป์ยุโรปสด ๆ ร้อน ๆ ที่อุดมไปด้วยซูปเปอร์สตาร์แน่นทีมกลับฟอร์มตก จนหลุดวงโคจรไปตั้งแต่ไก่โห่ อาร์เจนติน่าสามารถเอาชนะทั้ง บราซิล และอิตาลี แต่ในนัดชิงชนะเลิศก็แพ้ให้ทีมที่แกร่งกว่าอย่าง เยอรมนีตะวันตก ไป 1-0 

        

ทัวร์นาเมนต์เวิลด์ คัพ ฉบับอิตาเลีย 90 เต็มเปี่ยมไปด้วยอะไรที่ฉุกละหุก เจ้าภาพแม้จะเป็นชาติยักษ์ใหญ่ในยุโรป แต่พวกเขากลับเตรียมการณ์ได้ไม่ดีนัก เพราะขาดเงินทุนสำรองมาสนับสนุน สนามแห่งใหม่ที่เมือง ตูริน และ บารี่ ถูกสร้างขึ้นแบบผักชีโรยหน้า เพื่อแก้ไขสถานการณ์ อย่างไรก็ตามมนต์เสน่ห์ของกลิ่นลูกหนังก็ไม่เคยจางหาย 

                                 

และเกมที่สร้างความช็อกให้กับคนทั่วโลกเกมหนึ่งก็บังเกิดขึ้นที่แดนรองเท้าบู๊ตนี่เอง เมื่อนัดเปิดสนาม ณ สังเวียน ซาน ซิโร่ของแชมป์เก่า อาร์เจนติน่า  ที่นำทัพมาโดย มาราโดน่า แพ้ให้กับ ทีม แคเมอรูน 0-1 จากประตูชัยของ ฟร็องซัวส์ โอมัม-บียิค สร้างความตกตะลึงให้กับชาวโลกที่ชมเกมทั้งในสนามและผ่านหน้าจอทีวี

      
  
สำหรับทีมเจ้าภาพอัซซูรี่ โชคดีเมื่อค้นพบ "ซุปเปอร์ซับ" ในศึกนี้ได้ทันท่วงที ซึ่งได้แก่ ซัลวาตอเร่ โตโต้ สกิลลาชี่ ผู้ที่ในท้ายที่สุดจบลงโดยการกลายเป็นดาวซัลโวรองเท้าทองคำ ก่อนฟุตบอลโลกเริ่มขึ้น โตโต้ เพิ่งเล่นให้ทีมชาติเพียงแค่นัดเดียวในเกมแรกเขาลงสนามในฐานะตัวสำรอง
ก่อนพังประตูชัยให้ทีมชนะออสเตรีย 1-0 เกมถัดมากับสหรัฐอเมริกา เขากลับไปนั่งสำรองอีกครั้ง แต่หลังจากนั้นก็มีโอกาสลงสนามทุกนัด และยิงได้ทุกนัดเช่นเดียวกัน  

                                  

โตโต้ พาอิตาลีเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ แต่พลพรรคอัซซูรี่ ต้องมาตกม้าตายให้กับทีมของเดอะเตี้ย ในการดวลจุดโทษ และเป็นอีกหนึ่งสตาร์ประจำทัวร์นาเมนต์นี้ที่หยุดปวงชนอิตาลีกับการฝันถึง แชมป์สมัยที่ 4 เขาคือ เซอร์จิโอ กอยโกเชีย นายทวารคงกระพัน ที่รอบก่อนรองชนะเลิศก็สามารถเซฟช่วยทีมชนะยูโกสลาเวียในการดวลจุดโทษมาแล้ว รวมไปถึงฟอร์มการเซฟในนัดที่พบกับบราซิลด้วย ในขณะที่รองแชมป์ของครั้งที่แล้วต้องเล่นอย่างสุดกำลังก่อนที่จะเอาชนะ สิงโตคำราม อังกฤษ ในชุดที่ว่ากันว่าดีที่สุดตั้งแต่ได้แชมป์โลกเมื่อปี 1966

             

โดยมี ปู่บ็อบ บ็อบบี้ ร็อบสัน กุนซือผู้มากประสบการณ์พาทีมมาได้ไกลถึงรอบรองชนะเลิศ กับนักเตะที่ขึ้นมาดังแทน ไบรอัน ร็อบสัน จากอาการบาดเจ็บอย่าง เดวิด แพล็ท และ สุดยอดเพลย์เมกเกอร์ ที่ว่ากันว่าดีที่สุดเท่าที่อังกฤษเคยมีมา พอล แก๊สคอยน์ รวมไปถึงในแดนหน้าที่มี มิสเตอร์ไนซ์กาย แกรี่ ลินิเกอร์ อีกด้วย   และหลังจบเกมนี้ที่อังกฤษแพ้เยอรมันตะวันตกในการดวลจุดโทษ 3-4 ลินิเกอร์ ก็หล่นวาทะที่ผู้คนต่างต้องฟังและพยักหน้าตามคือ เกมฟุตบอลเป็นเกมที่เล่นกัน 11 คน แต่ท้ายที่สุดจะเป็นพวกเยอรมันที่เป็นฝ่ายชนะ

                              

ในนัดชิงชนะเลิศที่ สนามโอลิมปิก สเตเดี้ยม ถือว่าเป็นการจับเอาคู่ชิงเมื่อ 4 ปีที่แล้วมาพบกันอีกครั้ง ก่อนที่ในครั้งนี้เหล่าขุนพล ของไกเซอร์ฟร้านช์ ที่นำทัพโดย โลธ่า มัทเธอุส ,อันเดรียส เบรห์เม่ ,ปิแอร์ ลิทท์บาร์สกี้ , โธมัส แฮสเลอร์ และ รูดี้ โฟลเลอร์ จะใช้การเล่นที่เป็นระบบมีความยืดหยุ่นสูง เอาชนะ อาร์เจนติน่า ที่ลงเล่นในเกมที่ไร้ประสิทธิภาพไป 1-0  

    
 

โดยได้ประตูชัยจากการสังหารจุดโทษของ อันเดรียส เบรห์เม่ ในนาที 85 ทำให้ทีมอินทรีเหล็กยุคแยกชาติคว้าตำแหน่งแชมป์สมัยที่ 3 ไปครองอย่างยิ่งใหญ่

              เกร็ดความรู้

- โรเจอร์ มิลล่า กองหน้าวัย 38 ปี ของแคเมอรูน กลายเป็นนักเตะที่แก่ที่สุด (38 ปี 20 วัน) ที่สามารถยิงประตูในเวิลด์ คัพโดยเขายิงประตูในนัดแบ่งกลุ่มรอบแรก นำทีมชนะโรมาเนียไป 2-1

- หลังจากฟุตบอลโลกครั้งนี้ไม่นาน เยอรมันตะวันตก และ เยอรมันตะวันออก ก็ทุบกำแพงประวัติศาสตร์ที่เบอร์ลิน กลับมาเป็น เยอรมนี ที่มีเพียงหนึ่งเดียวอีกครั้ง 

- ในศึก "อิตาเลีย 90" ในครั้งนี้นั้นมีจำนวนเฉลี่ยของการยิงประตูต่อ 1 เกมคือ 2.21 ถือว่าเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลกตั้งแต่มีมา

- ซัลวาตอเร่ โตโต้ สกิลลาชี่ เป็นผู้ทำประตูสูงสุดประจำทัวร์นาเมนต์ ด้วยจำนวนประตูที่มักทำได้เท่ากันในระยะหลังคือ 6 ประตู 

             ครั้งที่ 15... 1994  บราซิลกับแชมป์สมัยที่ 4 ทีมแรกและยังเป็นทีมเดียวของโลก !
    
    ฟุตบอลโลกครั้งที่ 15 ที่ สหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าภาพ จัดได้ว่าเป็นปรากฏการณ์สำหรับคนอเมริกันที่รู้จักฟุตบอลในนาม ซอคเก้อร์ นอกจากต้องการปลุกกระแสฟุตบอลในอเมริกาแล้ว ฟุตบอลโลกครั้งนี้ถูกตัดสินกันด้วยยิงจุดโทษ หลังยอดทีมอย่างอิตาลี และบราซิล ทำได้เพียงแค่เสมอกัน 0-0 ตลอด 120 นาที และก็เป็นบราซิลที่เป็นฝ่ายชนะไป 3-2 ทำให้บราซิลเป็นชาติแรกที่สามารถครองแชมป์ 4 สมัยได้สำเร็จ
    แผ่นดินอเมริกาคือดินแดนของ ฟุตบอล แต่ขอโทษมันคือ อเมริกันฟุตบอล ที่เล่นกันด้วยมือ ไม่ใช่ ซอคเก้อร์ ที่หวดกันด้วยเท้า แต่นั่นก็ไม่อาจทัดทานความตั้งใจของ ฟีฟ่า และ ท่านประธาน โจอัว ฮาเวล้านจ์ ที่อยากเห็นเวิลด์ คัพ ครั้งที่ 15 ระเบิดแข้งกันที่เมืองลุงแซม
ตลอดทัวร์นาเมนต์ที่ต้องเล่นกันท่ามกลางอุณหภูมิสูงปรี๊ด เนื่องจากโดนบังคับด้วยโปรแกรมถ่ายทอดสด ซึ่งสร้างปัญหาให้กับนักเตะจำนวนมาก ไม่ต่างจากตอนที่ เม็กซิโก เป็นเจ้าภาพ

              
และในครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงกฏ กติกา เช่น กฏล้ำหน้าที่เอื้อประโยช์ต่อกองหน้า โดยเมื่อกองหน้ายืนเท่ากับกองหลังตัวสุดท้ายในจังหวะที่ลูกบอลมาถึงเขา ก็จะล้ำหน้าทันที แต่ในครั้งนี้มันกลายเป็นไม่ล้ำหน้า และมีการกำจัดการถ่วงเวลา ด้วยการออกกฏห้ามผู้รักษาประตูรับบอลจากลูกส่งคืนหลังของนักเตะทีมเดียวกัน ด้วยมือเด็ดขาด รวมไปถึงความเข้มงวดจากผู้ตัดสินเพื่อปกป้องนักเตะและเพื่อให้มีการเล่นที่ สวยงาม เช่น การเสียบสกัดจากด้านหลังถือว่าเป็นการเล่นที่ผิดกฏ และให้นักเตะออกจากสนามหากมีการทำฟาวล์ที่รุนแรง

ทีมที่สร้างเซอร์ไพร์สในฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้แก่ทีมเจ้าภาพ สหรัฐอเมริกา และ ซาอุดิอาระเบีย ที่สามารถผ่านเข้าไปเล่นถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายแบบพลิกความคาดหมาย ในขณะที่ สวีเดน และ บัลแกเรีย สามารถเข้าไปเล่นถึงรอบรองชนะเลิศแต่ก็แพ้ให้กับคู่ชิงในปีนั้นคือ บราซิล และ อิตาลี 

                      

ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเกมระหว่าง บราซิล กับ ฮอลแลนด์ กลายเป็นนัดที่เร้าใจผู้ชมมากที่สุดแห่งทัวร์นาเมนต์เลยทีเดียว โดย ดุงก้า และผองเพื่อนเอาชนะ ฮอลแลนด์ไปอย่างสุดมัน 3-2 และประตูที่ได้จาก เบเบโต้ กองหน้าแซมบ้าที่ทำท่า "อุ้มลูก" อันนำมาซึ่งท่าการแสดงความดีใจที่ยังเป็นที่ติดตาคนทั้งโลกจนมาถึงทุกวันนี้ ส่วนในรอบ 16 ทีมอิตาลีต้องเหนื่อยหนักก่อนจะผ่าน ไนจีเรีย ได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 

                  

บราซิลผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศก่อนเอาชนะ สวีเดน ไป 1-0 ในขณะอีกคู่ บัลแกเรีย ที่มีสตาร์อย่าง เลทคอร์ฟ สตอยคอร์ฟ และ บาลาคอฟ ที่สามารถพลิกเอาชนะแชมป์เก่าเยอรมันนี 2-1 ในรอบก่อนหน้า พบกับ อิตาลี ที่มี เทพบุตรลูกหนัง โรแบร์โต้ บาจโจ้ นำทีมอัซซูรี่ที่ผ่านรอบแรก และรอบ 16 ทีมอย่างกระท่อนกระแท่น ภายใต้การคุมทีมของ อาร์ริโก้ ซ้าคคี่ และเอาชนะบัลแกเรียไป 2-1 เข้าไปชิงชนะเลิศกับบราซิล ที่นับได้ว่าเป็นคู่ชิงในฝันของใครหลายคนเลยทีเดียว 

   

                    

นัดชิงที่ใคร ๆ ต่างก็เฝ้ารอด้วยความคาดหวังว่าจะเป็นเกมที่สนุก ตื่นเต้น กาลกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อทั้ง 2 ทีม ต่างเน้นการเล่นตามแท็คติก โดยเฉพาะอิตาลี ที่เกมเป็นรองขุนพลแซมบ้านั้น เน้นการตั้งรับและสวนกลับอย่างเต็มที่ ทำให้ทั้ง 2 ทีมต่างทำอะไรกันไม่ได้ จนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษก็ยังคงเสมอกันอยู่ 0-0 ต้องตัดสินกันด้วยการลูกที่จุดโทษ และในจำนวนคนยิง คนที่ถูกฝากความหวังไว้มากที่สุด หลังจากอิตาลี ตามอยู่ 3-2 นั้นก็คือ โรแบร์โต้ บาจโจ้ ซึ่งการก้าวไปที่แท่นสังหารโดยที่รู้ว่าเขาต้องยิงให้เข้านั้น เป็นการยิงที่กดดันที่สุดในชีวิตของเขา 

 

ผลคือลูกยิงของ บาจโจ้ ลอยละลิ่วข้ามคานไปอย่างไม่ได้ลุ้น ส่งผลให้บราซิลกลายเป็นชาติแรกที่สามารถคว้าแชมป์โลก 4 สมัย โดยมีภาพที่ บาจโจ้ ยืนก้มหน้าลงพื้น พร้อมแบ็กกราวนด์ที่มี ทัฟฟาเรล นายทวารจอมเซฟจุดโทษของบราซิล ชูมือขึ้นฟ้าถือเป็นหนึ่งในภาพคลาสสิกของวงการฟุตบอลโลกเลยทีเดียว

 

      เกร็ดความรู้

- ทัวร์นาเมนต์ ยูเอส 94 มีการยิงประตูกันมากกว่าที่อิตาเลีย 90 และจากสนามกีฬาขนาดมโหฬารที่ชาวเมืองมะกัน (ไว้แข่งอเมริกันฟุตบอล) ทำให้ยอดคนดูกลายเป็นสถิติสูงสุดถึง 3,587,538 คน

- ระบบการนับคะแนนในรอบแบ่งกลุ่มได้ใช้การนับคะแนนที่เหมือนกันทุกวันนี้คือ ทีมชนะจะได้ 3 คะแนน ซึ่งต่างจากที่แล้วมาคือทีมชนะได้ 2 คะแนน อันเป็นการนับคะแนนแบบใหม่ ซึ่งทางฟีฟ่าคาดหวังจะให้เกมฟุตบอลเป็นเกมที่เอนเตอร์เทนด์คนดูให้มากกว่า นี้ และมีการยิงประตูกันถล่มทลาย

- โรมาริโอ ยอดกองหน้าทีมบราซิลโชว์ความสุดยอดจนกลายเป็นนักเตะผู้โดดเด่นประจำทัวร์นาเมนต์ ส่วน  มาราโดน่า ที่ร่วมเดินทางมากับทีมอาร์เจนติน่าเจอจับโด๊ปยา ถูกขับออกจากการแข่งขัน ถือว่าเป็นการปิดฉากเส้นทางลูกหนังอย่างอื้อฉาวของเสือเตี้ย 

- อังกฤษ และ ฝรั่งเศส สองชาติยักษ์ใหญ่ในวงการลูกหนังตกรอบคัดเลือกไปอย่างพลิกความคาดหมาย โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่โดนทีม บัลแกเรีย เขี่ยตกรอบแบบช็อกคนทั่วโลก

- โอเล็ก ซาเลนโก้ ดาวยิงรัสเซีย สร้างประวัติศาสตร์ยิงคนเดียว 5 ประตู ในเกมชนะ แคเมอรูน 6-1 ถึงแม้หลังจากนั้นชื่อของเขาจะหายไปจากวงการทีละน้อย รวมไปถึงการครองดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์ร่วมกันกับ ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ ของบัลแกเรีย ด้วยจำนวน 6 ประตูเท่ากัน

- เป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศถูกตัดสินด้วยการดวลลูกที่จุดโทษ โดยก่อนหน้านี้ 14 ครั้ง ผลการแข่งขันต่างสามารถเอาชนะกันได้ในเวลาปกติ

- โรเจอร์ มิลล่า กองหน้าชาวแคเมอรูน กลายเป็นนักเตะที่มีอายุมากที่สุดในการลงเตะฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายโดยในทัวร์ นาเมนต์นี้เขามีอายุ 42 ปี กับอีก 39 วัน 


                                                                                 ขอบคุณข้อมูลจากคุณ : tottong แห่งpantip

Tags :

0 ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

*

*

view

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

view