http://www.vikingsf.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 Home

 Article

 Webboard

 Gallery

 About us

 Contact Us

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

ปฎิทิน

« August 2018»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

ย้อนรอยฟุตบอลโลกปี 1998-2006

ย้อนรอยฟุตบอลโลกปี 1998-2006

  ฟุตบอลโลก 1998 ...“ชิซู” ซีเนอดีน ซีดาน 
   
    ที่ประเทศฝรั่งเศส หรืออีกชื่อว่า ฟรองซ์ 98 นั้นเองเป็นมหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อทาง ฟีฟ่า ให้มีชาติเข้ารอบสุดท้าย ถึง 32 ทีม และ เพิ่มการแข่งขันขึ้นมาเป็น 64 นัด จากเดิมที่ลงเล่นกันเพียง 52 นัด เมื่อมี 24 ทีม รวมทั้ง ฝรั่งเศส เจ้าภาพยังมีการเปิดสนามแห่งใหม่ คือ สต๊าดเดอ ฟรองซ์ ในกรุงแซงต์ เดอนีย์ ทางตอนเหนือของกรุงปารีส ซึ่งก็เป็นการต้อนรับการเป็นแชมป์โลกสมัยแรกของทัพ “ตราไก่” ที่มาพร้อมกับความสุดยอดของ “ชิซู” ซีเนอดีน ซีดาน จอมทัพเลือดน้ำหอม

                               

ทีม “กระทิงดุ” สเปน ที่ถูกคาดหมายว่าจะทำผลงานได้ดีในศึกฟร้องซ์ 1998 กลับโชว์ผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง เมื่อต่องตกรอบแรก ขณะที่ในกลุ่ม จี ทาง “สิงโตคำราม” อังกฤษ กอดคอ “ผีดิบ” โรมาเนีย ทะลุเข้ารอบต่อไป ด้าน อาร์เจนตินา ก็โชว์ฟอร์มในกลุ่ม เอช ได้ร้อนแรง ชนะทุกนัด โดยไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียว พร้อมกับการ “บาติโกล์” กาเบรียล บาติสตูต้า ซัดแฮตทริก ได้ในเกมถล่ม จาเมกา 5-0 ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้อย่างสวยงาม

                         

ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย มีเกมที่น่าสนใจอยู่ที่เมืองแซงต์ เอเตียน เมื่อ “สิงโตคำราม” อังกฤษ พบกับ “ฟ้าขาว” อาร์เจนตินา และในช่วง 45 นาทีแรก จัดว่าเป็นเกมที่เล่นกันสนุกเอาการเมื่อ กาเบรียล บาติสตูตา ยิงจุดโทษพาทีมอาร์เจนตินา ออกนำไปก่อน ทว่า อลัน เชียเรอร์ ก็มายิงจุดโทษคืนในอีก 4 นาทีต่อมา หลังจากนั้นก็เป็นการลุยเดี่ยวของ ไมเคิล โอเว่น ที่ลากไปยิงให้ทัพผู้ดีขึ้นนำ 2-1 และ มาเสมอกันในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากลูกสูตรของ ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ ที่ไปแอบในกำแพง ซึ่งเป็น 45 นาที ที่เปี่ยมคุณภาพด้วยสกอร์ 2-2 แต่ครึ่งหลังนั้นเกมเปลี่ยนไปหลังจากที่ เดวิด เบ็คแฮม ไปเสียท่าของ ดิเอโก ซิเมโอเน จนถูกใบแดงไล่ออกจากสนามไปแต่ก็ไม่สามารถทำประตูกันได้จนจบ 120 นาที และการตัดสินด้วยการยิงลูกจุดโทษนั้น คาร์ลอส โรอา เซฟลูกยิงของ เดวิด แบ็ตตี ในลูกที่ 5 ทำให้ “ฟ้า-ขาว” อาร์เจนตินา เข้ารอบ พร้อมส่ง “สิงโตคำราม” อังกฤษ กลับบ้านไปก่อน

  
                ไมเคิล โอเว่น ที่ลากไปยิงให้ทัพผู้ดีขึ้นนำ 2-1   

ขณะที่ “ตราไก่” ฝรั่งเศส ผ่านรอบแรกถือว่าไม่มีปัญหา แต่พอถึงรอบสองนั้นต้องใช้เวลา 113 นาที ก่อนที่ โลรองต์ บลองก์ จะยิงประตูโกลเด้นโกล์ให้ “ตราไก่” ได้ ต่อด้วยการไปเสมอกับ อิตาลี แบบน่าแพ้ เพรา ะในเวลาปกติ โรแบร์โต บักโจ้ มีโอกาสยิงชนคาน ดังนั้นจึงต้องตัดสินด้วยการยิงลูกโทษ และ ลุยจิ ดิ เบียโจ ดันยิงบอลไปชนคานก็เป็นการตัดสินให้ ฝรั่งเศส ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ  

                         
                                      ลุยจิ ดิ เบียโจ เสียใจสุดขีดหลังพลาดจุดโทษ

ในรอบรองชนะเลิศทีม “ตราไก่” ต้องมาเจอกับ โครเอเชีย ม้ามือที่ถล่ม เยอรมนี มา 3-0 และ ก็เกือบจะพลิกล็อกได้อีกครั้ง เมื่อ ดาวอร์ ซูเคอร์ ยิงให้ทีมนำก่อน แต่เจ้าถิ่นนั้นมี ลิลิยอง ตูราม กองหลังผิวสีที่พัง 2 ประตู พลิกมาชนะ 2-1

 

ในวันที่ 12 ก.ค. 1998 วันแห่งความยิ่งใหญ่ของทีมชาติฝรั่งเศส  เมื่อ “แซมบ้า” บราซิล มีปัญหาภายในทีม และ ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะเอาใครลงเล่นระหว่าง โรนัลโด้ ที่เจ็บกับ เอ็ดมุนโด้ แต่สุดท้ายก็เข็นเอา โรนัลโด้ ลงสนาม แต่ทีมไม่ได้ออกมาอบอุ่นร่างกายก่อนการลงสนาม จึงเป็นเรื่องง่ายดายของ ฝรั่งเศส ที่เมื่อรวมกับความยอดเยี่ยมของ ซีเนอดีน ซีดาน ส่งให้ ฝรั่งเศส ได้คว้าถ้วยฟุตบอลโลกมาครองได้สำเร็จ


        
          
          เกร็ดน่ารู้กับฝรั่งเศส 1998

ศึกบอลโลก หนนี้ จัดว่าเป็นการแข่งขันที่ประสบความสำเร็จรายการหนึ่ง จากการที่เพิ่มทีมในรอบสุดท้ายมาเป็น 32 ทีม ทำให้ทุกทีมเน้นเรื่องเกมรุกกันมากขึ้น เนื่องจากในรอบแรกอันดับ 3 ของกลุ่มจะไม่มีโอกาสเข้ารอบเหมือนครั้งที่มีแค่ 24 ทีม รวมทั้งศึกแจ้งเกิดของ อาเรียล ออร์เตก้า ของ “ฟ้า-ขาว”อาร์เจนตินา, เธียร์รี อองรี ของ “ตราไก่” ฝรั่งเศส และ ไมเคิล โอเว่น ของ”สิงโตคำราม” อังกฤษ

          เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น... 2002..3อาร์ ครองโลก

    ศึกฟุตบอลโลก 2002 เป็นอีกครั้งที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ เมื่อเป็นหนแรกบนแผ่นดินเอเชียที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน และยังเผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวงการลูกหนังของมหาชนชาวเอเซียอย่าง เต็มตัว อย่างไรก็ตาม เวิลด์ คัพ 2002 เต็มไปด้วยความน่าประหลาดใจ และ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน นับตั้งแต่นัดเปิดสนามไปจนนัดชิงชนะเลิศ แต่สุดท้ายยังเป็น 2 ยักษ์ใหญ่หน้าเดิมๆ อย่างเยอรมัน และ บราซิล ที่ได้ดวลแข้งแย่งแชมป์โลก ก่อนที่ทีมดังจากอเมริกาใต้ ในยุค “3 อาร์” ที่มี โรนัลโด้, ริวัลโด้ และ โรนัลดินโญ่ เป็นตัวชูโรง จะครองแชมป์โลก สมัยที่ 5 ได้อีกแล้ว

        

นัดเปิดสนามบอลโลก ในทวีปเอเซีย กลายเป็นตำนานแห่งการพลิกล็อกครั้งใหญ่ เมื่อทีมน้องใหม่ อย่าง เซเนกัล เอาชนะ “แชมป์เก่า” ฝรั่งเศส ไปแบบช็อกโลก 1-0 แถมยังส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง กับพลพรรค “เลส์ เบลอส์” เมื่อไม่อาจเอาชนะคู่แข่งในกลุ่ม เอ ได้เลย เก็บไปได้เพียง 1 แต้ม ตกรอบ แรกไปโดยที่มิอาจยิงประตูคู่แข่งได้เลยแม้แต่ลูกเดียว เท่านั้น

                 
                             เซเนกัลเอาชนะ “แชมป์เก่า” ฝรั่งเศส ไปแบบช็อกโลก 

ขณะที่ความผิดหวังอย่างรุนแรงตกเป็นของทีม “ตราไก่” แต่ทัวร์นาเมนต์ที่มหัศจรรย์กลับกลาย เป็นของขุนพล “สิงโตแห่งเตรังก้า” เมื่อเป็นฝ่ายรุกคืบหน้าผ่านเข้าสู่รอบสอง ก่อนที่จะหักปากกาเซียน พลิกเอาชนะ สวีเดน ไปอีก 2-1 ด้วยประตู “โกลเด้น โกล์” หลังต่อเวลา 120 นาที ยังเสมอกัน 1-1 แต่ก็ ต้องไปพลาดท่าตกรอบก่อนรองชนะเลิศด้วยประตู “โกลเด้น โกล์” เช่นกัน จากฝีเท้าของ ตุรกี หลังต่อ เวลา 120 นาที ยังเสมอกัน 0-0 แมตช์พลิกล็อกครั้งใหญ่ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น เมื่อ สหรัฐอเมริกา เปิดหัวด้วยการชนะ โปรตุเกส 3-2 แม้ทัพ “ฝอยทอง” จะเรียกฟอร์มเก่งกลับมาชนะ โปแลนด์ 4-0 ก็ตาม แต่ก็มีอันต้องกลับบ้านแต่ไก่โห่ เมื่อต้องมาเจอเจ้าภาพจอมเซอร์ไพรส์ อย่าง เกาหลีใต้ จนพ่ายไปอีก 0-1 กระเด็นตกรอบไปอย่างไม่มีใครคาดคิด

  

ขณะเดียวกัน กลุ่ม เอฟ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “กลุ่มแห่งความตาย” เมื่อมีทีมอังกฤษ, สวีเดน, อาร์เจนตินา และ ไนจีเรีย มาอยู่ร่วมกัน โดยยังมี นัดล้างตาเกิดขึ้นในเกมคู่ระหว่าง “สิงโตคำราม” กับ “ฟ้า-ขาว” ที่ประเทศญี่ปุ่น เดวิด เบ็คแฮม กัปตันทีมผู้ดี ซึ่งโดนใบแดงในศึก “ฟร้องซ์’ 98″ เกมพ่ายขุนพลอาร์เจนไตน์ในการดวลจุดโทษ ตกรอบ 2 ไปอย่างน่าเจ็บใจนั้น ก็ได้โอกาสลบรอยแค้นด้วยการยิงจุดโทษเป็นประตูชัย 1-0 ให้กับอังกฤษ ก่อนที่ อาร์เจนตินา ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นทีมเต็งแชมป์ก่อนเปิดฉากชิงชัย จะทำได้แค่เสมอ 1-1 กับ ทีม “ฟรีเซ็กซ์” ในนัดสุดท้าย ส่งผลทำให้กลายเป็น “ยักษ์ใหญ่” อีกทีมหนึ่งที่ต้องกลับบ้านก่อนกำหนด

                      

เมื่อดำเนินมาถึงรอบน็อกเอาท์ ผลการแข่งขันที่ไม่คาดฝันก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อ “โสมขาว” เกาหลีใต้ โชว์ทีเด็ดเจ้าภาพร่วม พลิกอัด อิตาลี 2-1 ด้วยประตูทอง “โกลเด้น โกล์” ของ อาห์น จุง-ฮวาน ศูนย์หน้าหน้าหวาน ยิ่งไปกว่านั้น ยังยันเสมอ “กระทิงดุ” สเปน และเฉือนชนะ ด้วยการดวลจุดโทษในรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปได้อีกต่างหาก หลังเสมอกัน 0-0 ในการต่อเวลาพิเศษ อย่างไรก็ตาม แม้ “โสมขาว” จะพลาดแพ้ต่อ “อินทรีเหล็ก” 0-1 ในรอบรองชนะเลิศ ไปในที่สุดก็ตาม แต่ มหาชนชาวเกาหลี พากันออกมาเฉลิมฉลองความสำเร็จเกินคาดของทีมอันเป็นที่รักกันอย่างเนืองแน่น ไปทั่วประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นมาตลอดในทุกๆ นัดที่ผ่านมา

   

ส่วน ญี่ปุ่น “เจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2002″ อีกทีม ก็ประสบความสำเร็จพอสมควร ด้วยการเป็นทีมอันดับ 1 ของ กลุ่ม เอช ก่อนที่จะพ่าย ตุรกี 0-1 ในรอบสอง โดยขุนพลชาติ “ไก่งวง” นั้น โชว์ฟอร์มน่าประทับใจไปได้ไกลจน ถึงรอบตัดเชือกเลยทีเดียว

                

รอบตัดเชือก แม้ว่า “ไก่งวง” ตุรกี จะฟอร์มดีแค่ไหนก็มิอาจต้านทานความแข็งแกร่งของบราซิลได้ สำเร็จ โดย โรนัลโด้ มีชื่อเป็นผู้ทำประตูชัยในนัดนี้ ส่วนอีกสายหนึ่ง “อินทรีเหล็ก”  เยอรมัน อาศัยความคงเส้นคงวา และ ความเหนียวหนึบของ โอลิเวอร์ คาห์น นายทวารหน้าดุ กรุยทางผ่านเข้ารอบมาเรื่อยๆ แม้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นทีมเต็งแชมป์ในคราวนี้เลยก็ตาม โดยชนะคู่แข่ง 1-0 มาทุกนัดตั้งแต่รอบ 2 ก่อน ที่จะมาดับความหวังทะลุชิงแชมป์โลกของเกาหลีใต้ไปในที่สุด

              

และแล้ว “อินทรีเหล็ก” และ “เซเลเซา” ก็โคจรมาพบกันเป็นครั้งแรกในเวิลด์ คัพ 2002 โดย โรนัลโด้ ซึ่งเล่นไม่ออกในนัดชิงดำ เมื่อ 4 ปีก่อน กู้ชื่อเป็นพระเอกตัวจริง ในนัดชิงชนะเลิศบนแผ่นดินแดนเอเซีย พร้อมกับเหมา 2 ประตู ส่ง “แซมบ้า” บราซิล ครองแชมป์โลกสมัยที่ 5 ด้วยชัยชนะ 2-0 แถมยังคว้าตำแหน่งดาว ซัลโวฟุตบอลโลก 2002 ด้วยผลงานการยิงประตูอันสวยหรูถึง 8 ลูก เลยทีเดียว

 


         ศึกฟุตบอลโลก 2006 หรือครั้งที่ 18 ...บนแผ่นดินเมืองเบียร์ เยอรมนี

    ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของ อิตาลี ที่ฟาดแชมป์เป็นสมัยที่ 4 ของตัวเอง หลังจากรอคอยกันมานาน 12 ปี พร้อมกับอาถรรพ์หมายเลข 12 รวม ไปถึงการปิดฉากอาชีพการค้าแข้งอันสุดคลาสสิคไปอีกแบบของ ซีเนดีน ซีดาน เพลย์เมกเกอร์จอมทัพทีมชาติฝรั่งเศส ที่โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม จากการเอาหัวไปไถใส่ มาร์โค มาเตรัซซี่ กองหลังทีมชาติอิตาลี

                              


ส่วนเหตุการณ์ที่น่าประทับใจอื่นๆ หรือว่าสถิติที่น่าสนใจที่บังเกิดขึ้นในมหกรรมกีฬาฟุตบอล เวิลด์ คัพ ในครั้งนี้ มีอะไรบ้าง เราไปติดตามกันเลย

1.มาร์คุส อัลบัค กองหน้าทีมชาติสวีเดน ยิงประตูที่ 2,000 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ซึ่ง อัลบัค ทำได้ในเกมที่เสมอกับ อังกฤษ 2-2 ในนัดสุดท้าย รอบแรก กลุ่มบี ส่วน ประตูที่ 1,000 คือ ร็อบ เรนเซนบริงค์ จาก ฮอลแลนด์ ในปี 1978 ที่อาร์เจนติน่า

2.โรนัลโด้ ดาวยิงทีมชาติบราซิล ทำประตูในฟุตบอลโลกในครั้งนี้ 3 ประตูทำให้ยอดประตูรวมเป็น 15 ประตู กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดในศึกฟุตบอลโลก แซงหน้า แกร์ด มุลเลอร์ อดีตหัวหอกทีมชาติเยอรมนีตะวันตก ที่ครองสถิตินี้มาอย่างยาวนานที่ 14 ประตูในที่สุด

3.สวิตเซอร์แลนด์ กลายเป็นทีมแรกที่ตกรอบฟุตบอลโลก โดยที่ไม่เสียประตูเลยสักลูก โดยพวกเขาเสมอ ยูเครน ใน 120 นาทีของรอบ 16 ทีมสุดท้าย ก่อนจะแพ้ไปในการดวลจุดโทษในที่สุด

                              

4.ริคาร์โด้ ผู้รักษาประตูทีมชาติโปรตุเกส กลายเป็นนายทวารคนแรกที่สามารถเซฟจุดโทษได้ถึง 3 ลูกใน 1 แมตช์ของฟุตบอลโลก

5.เยอรมนี กลายเป็นทีมเดียวที่ยิงจุดโทษในศึกฟุตบอลโลก 4 ครั้งและเอาชนะได้ทุกครั้ง

6.ด้วยวัย 18 ปี 357 วัน ลีโอเนล เมสซี่ กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติอาร์เจนติน่า กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดคนที่ 5 ที่ทำประตูได้ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก โดย เมสซี่ ยิงได้ในเกมที่ทีม "ฟ้าขาว" เอาชนะ เซอร์เบียแอนด์มอนเตเนโกร 6-0 ในการแข่งขันรอบแรก กลุ่มซี ที่เมืองเกลเซ่นเคียร์เซ่น

                                       

7.ยาห์ย่า โกโลฮัมมาดี้ ของ อิหร่าน กลายเป็นนักเตะอายุมากที่สุดคนที่ 5 (36 ปีกับอีก 84 วัน) ที่ทำประตูได้ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก โดยทำได้ในเกมที่พบ เม็กซิโก เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน

8.ในเกมที่พบ ยูเครน นั้น อาลี บูมนิเจล นายทวารทีมชาติตูนิเซีย กลายเป็นนักเตะอายุมากที่สุดคนที่ 5 ในประวัติศาสตร์ที่ได้ลงเล่นในศึกฟุตบอลโลก

9.อ๊อตโต้ ฟิสเตอร์ กุนซือชาวเยอรมัน ของทีมชาติโตโก กลายเป็นกุนซืออายุมากที่สุดด้วยวัย 68 ปี 211 วันที่ทำทีมในประวัติศาสตร์ ฟุตบอลโลก ส่วนอันดับที่ 3 คือ หลุยส์ อราโกเนส เทรนเนอร์ขรัวเฒ่าทีมชาติสเปน ที่วัย 67 ปี 334 วัน

10."บิ๊กฟิล" หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือทีมชาติโปรตุเกส ชาวบราซิล หยุดสถิติเก็บชัยชนะในฟุตบอลโลก 11 แมตช์ติดต่อกัน ในเกมที่ชนะการดวลจุดโทษ อังกฤษ หลังเสมอกันในช่วงเวลาปกติและช่วงต่อเวลาพิเศษ 0-0

11.ด้วยชัยชนะ 4 นัดตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ทีมชาติบราซิล ทำสถิติเก็บชัยชนะ 11แมตช์ติดต่อกันในการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย

12.จิอันลุยจิ บุฟฟ่อน นายทวารทีมชาติอิตาลี กลายเป็นผู้รักษาประตูคนที่ 5 ในประวัติศาสตร์ที่ทำสถิติไม่เสียประตู 453 นาที ในฟุตบอลโลก

             


13.โฮราซิโอ เอลิซอนโด้ จาก อาร์เจนติน่า กลายเป็นผู้ตัดสินคนแรกที่ได้ลงทำหน้าที่ทั้งนัดเปิดสนามและนัดปิดสนาม และเป็นท่านเปารายที่ 2 ต่อจาก เบนิโต้ อาร์ชุนเดีย จาก เม็กซิโก ที่ได้ลงเป่านกหวีด 5 แมตช์ ในฟุตบอลโลก

14. ผู้ตัดสิน เบนิโต้ อาร์ชุนเดีย จาก เม็กซิโก เป็นกรรมการคนแรกที่ได้ลงเป่านกหวีด 5 แมตช์ ในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก

15.เกมที่ โปรตุเกส ชนะ ฮอลแลนด์ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ได้ทำสถิติมีการแจกใบเหลืองและใบแดงรวมกันมากที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1 แมตช์ โดยผู้ตัดสิน วาเลนติน อิวานอฟ จากรัสเซีย ให้ใบเหลืองรวมกัน 16 ใบและใบแดงอีก 4 ใบ

16.คาฟู กลายเป็นนักเตะของทีมชาติบราซิลที่ลงเล่นในฟุตบอลโลกมากที่สุด 20 นัด นอกจากนี้ แบ๊กขวาจาก เอซี มิลาน ยังกลายเป็นนักเตะที่เก็บชัยชนะในศึกเวิลด์ คัพ รอบสุดท้าย มากที่สุด 16 นัดด้วย

17.กุส ฮิดดิงค์ กุนซือชาวดัตช์ ทำสถิติพาทีมที่ตัวเองคุม 3 ทีม ผ่านรอบแรกไปได้ โดยครั้งแรกในปี 1998 กับ ฮอลแลนด์, เกาหลีใต้ ในปี 2002 และออสเตรเลีย ในครั้งนี้

18.คาร์ลอส อัลแบร์โต้ ปาร์ไรร่า กุนซือคนใหม่หน้าเดิมของทีมชาติบราซิล กลายเป็นโค้ชคนแรกที่พาทีมที่ตัวเองคุม เจอกับทีมชาติในทุกทวีป ในการแข่งขัน เวิลด์ คัพ

                            


19.นอกจากนี้ ปาร์ไรร่า ยังทำสถิติเทียบเทียบ โบร่า มิลูติโนวิช ที่พาทีมตัวเองลงเล่นในฟุตบอลโลก 5 สมัย

20.ขณะเดียวกัน ปาร์ไรร่า ทำสถิติคุมทีมในฟุตบอลโลก 20 แมตช์ เทียบเท่า มาริโอ ซากัลโล่ และ โบร่า มิลูติโนวิช โดยคนที่ทำทีมตัวเองลงแข่งขันมากที่สุดคือ เฮลมุท เชิน 25 นัด

21.แมตช์ที่ ฝรั่งเศส ชนะ สเปน เป็นการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย นัดที่ 700 พอดี

22.เกมที่ ยูเครน ชนะการดวลจุดโทษ สวิตเซอร์แลนด์ 3-0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย กลายเป็นคู่ที่ทำสกอร์ระหว่างการดวลจุดโทษ น้อยที่สุด นอกจากนี้ทีมลูกหนังสวิส ยังกลายเป็นทีมแรกที่ยิงประตูไม่เข้าเลยด้วยในการดวลเป้า

23.11 ประตูที่ อิตาลี ทำได้ ก่อนรอบชิงชนะเลิศ เป็นการยิงประตูได้โดยนักเตะไม่ซ้ำหน้ากัน 10 คน เทียบเท่าสถิติของทีมชาติฝรั่งเศส เมื่อปี 1982

24.ผู้ชมโดยเฉลี่ยในฟุตบอลโลก ครั้งนี้คือ 52,500 คน กลายเป็นสถิติสูงสุดเป็นอันดับที่ 2 ในประวัติศาสตร์ ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย โดยสถิติคนดูมากที่สุดเป็นการแข่งขันฟุตบอลโลก 1994 ที่ประเทศสหรัฐฯ โดยมีผู้ชมเฉลี่ย 68,991 ต่อ 1 นัด

25.มีการทำประตูกันทั้งหมด 147 นัด เฉลี่ย 2.3 ประตูต่อนัด และมีการทำเข้าประตูตัวเอง 4 ลูก โดยคนแรกที่ทำประตูในฟุตบอลโลก 2006 คือ ฟิลิปป์ ลาห์ม แบ๊กซ้ายจากเยอรมนี ส่วนคนสุดท้าย คือ มาร์โก มาเตรัซซี่ กองหลังทีมชาติอิตาลี

26.มิโรสลาฟ โคลเซ่ กองหน้าทีมชาติเยอรมนี กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดในทัวร์นาเมนต์นี้ที่ 5 ประตู และยิงรวมกันในฟุตบอลโลก 10 ประตูของ โคลเซ่ ด้วย

                    

27.ฟาบิโอ คันนาวาโร่ คว้าแชมป์โลกในเกมที่ตัวเองลงเล่นให้กับทีมชาติเป็นนัดที่ 100 พอดี

28.ซีเนดีน ซีดาน เพลย์เมกเกอร์กัปตันทีมชาติฝรั่งเศส ปิดฉากการค้าแข้งเกือบ 20 ปีของตัวเองด้วยการถูกไล่ออก ในเกมสุดท้าย หลังไปเอาหัวโขกใส่ มาร์โก มาเตรัซซี่ ในนัดชิงชนะเลิศ

                    

29.อิตาลี ได้แชมป์บนแผ่นดินเยอรมนี ในปี 2006 ขณะที่ เยอรมนี (ตะวันตก) ก็ได้แชมป์บนแผ่นดินอิตาลี เมื่อปี 1990 นอกจากนี้ อิตาลี ได้อันดับที่ 3 ในการเป็นเจ้าภาพ เมื่อปี 1990 ขณะที่ เยอรมนี คว้าที่ 3 ในการทำหน้าที่เจ้าภาพ

      และนั่นก็คือสถิติที่น่าสนใจรวมไปถึงบทสรุปของฟุตบอลโลก ปี 1998-2006 หากข้อมูลมีความผิดพลาดหรือมีความคิดเห็นอย่างไร สามารถติชมได้นะครับ

 


                    

Tags :

0 ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

*

*

view

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

view